เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา นำโดยนางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สนช. พร้อมด้วยผู้บริหาร ได้ประชุมพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พ.ศ... โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่รองประธาน สนช. เป็นประธาน ทั้งนี้ร่างข้อบังคับการประชุมฯฉบับใหม่ ได้มีการนำข้อบังคับการประชุมสนช.ปี 2549 มาปรับปรุงให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 โดยร่างข้อบังคับดังกล่าวจะเสนอต่อที่ประชุม สนช.ให้มีมติเห็นชอบต่อไป โดยมี 12 หมวด จำนวน 169  ข้อ เท่ากับฉบับเดิม แต่มีการแก้ไขถ้อยคำ เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ เป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

สำหรับเนื้อหาสาระที่สำคัญ คือการลงมติในข้อบังคับที่ 60 ซึ่งจะเกี่ยวข้องและมีผลต่อการพ้นสมาชิกภาพ สนช.ในกรณีที่จะต้องมีมติของสภา ได้ยกร่างไว้ 3 แบบ เพื่อให้ สนช.ได้พิจารณา คือ แบบที่ 1. หากสมาชิกไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภาเกินหนึ่งในสี่ของจำนวนครั้งที่มีการลงมติทั้งหมดในรอบระยะเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงตามมาตรา 9(5) ของรัฐธรรมนูญ แบบที่ 2.หากสมาชิกไม่แสดงตนเพื่อลงมติเกินหนึ่งในสี่ของจำนวนครั้งที่มีการลงมติทั้งหมดต่อการประชุมครั้งหนึ่ง ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง และแบบที่ 3 หากสมาชิกไม่แสดงตนเพื่อลงมติในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดเกินหนึ่งในสี่ของจำนวนครั้งที่มีการลงมติทั้งหมดต่อการประชุมครั้งหนึ่ง ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง

ส่วนการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกระทำกิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใดๆ นั้นยังคงมีจำนวน 21 คณะ แต่ลดจำนวนกรรมาธิการจากไม่เกิน 13 คน เป็นไม่เกิน 11 คน รวมทั้งยังให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น โดยมีจำนวนไม่เกิน 35 คน นอกจากนี้ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ มีการเพิ่มสัดส่วนของสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง สามารถเสนอชื่อบุคคลเข้าเป็นกรรมาธิการได้ไม่เกินหนึ่งในห้าของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด

นอกจากนี้ยังเพิ่มหมวด 7/1 เรื่องการเสนอและพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอนวิธีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ได้ โดยได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเสนอต่อ สนช.ให้ความเห็นชอบ และยังเพิ่มหมวด 8/1  การพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเป็นข้อบังคับที่ 150/1-150/4 โดยให้สมาชิกมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯได้ 1 ชื่อ ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา จึงได้รับความเห็นชอบให้เป็นนายกฯ ส่วนการออกเสียงลงคะแนนด้วยวิธีเปิดเผย โดยให้เรียกชื่อสมาชิกตามลำดับตัวอักษรให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคน  แต่หากว่าไม่มีบุคคลใดได้คะแนนเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่ง ให้ทำการลงคะแนนต่อโดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดในการลงคะแนนจะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ.           

 


ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th
 
Top