เมื่อวันที่10 ส.ค. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะกิจการพรรคเพื่อไทยและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า บุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ระบุไว้ว่า สนช.ปฏิบัติหน้าที่เป็น ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งถ้าเป็นตามนี้ก็จำเป็นที่จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและต้องเปิดเผยให้สาธารณะชนทราบตามกฎหมาย ป.ป.ช.ปี 54 ด้วย อย่างไรก็ตามตนอยากให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน ที่จะเข้ามา ต้องมีการยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ และเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย เว้นแต่ป.ป.ช.จะไปบิดกฎหมายและเลี่ยงเป็นอย่างอื่น
“ตามกฎหมายป.ป.ช. ทั้ง ส.ส.และส.ว.ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ และต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินฯ เช่นเดียวกับพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และครม.ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็ต้องยื่นบัญชีและเปิดเผยบัญชีฯ ด้วย ป.ป.ช.ไม่เห็นจะต้องพิจารณานานเลย เพราะกฎหมาย ป.ป.ช.ก็ยังใช้ต่อไป จะกลัวอะไรกับการที่จะให้ประชาชนได้ดูบัญชีทรัพย์สินฯ ไม่มีเหตุผลต้องกลัว คนดีทั้งนั้น ทำแบบนี้ให้เป็นต้นแบบ ให้คนรุ่นต่อไปต้องเปิดเผยบัญชีฯ เพราะประชาชนจะได้รู้ว่าแต่ละคนมีคุณสมบัติเหมาะสมหรือไม่ ทำมาหากินถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่" นายเรืองไกร กล่าว
นายเรืองไกร ยังกล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในงานวันคิกออฟ สปช. เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าไม่อยากเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ตนมองว่าถึงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาถึงวันนี้ต้องเป็นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากก็ตาม อีกทั้งพล.อ.ประยุทธ์บอกว่าบริหารราชการแผ่นดินไม่ยาก จะกลัวอะไร เข้ามาก็อย่าให้เสียของ อย่างไรก็ตามแม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะไม่รับเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ถือว่าพล.อ.ประยุทธ์ ใหญ่อยู่แล้ว เพราะตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 ถือว่าใหญ่กว่า ครม. อย่างไรก็ตามสำหรับตนเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ ควรเป็นนายกรัฐมนตรีเอง เพราะการบริหารราชการต้องอาศัยการสั่งการเร่งด่วนในสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ.
ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th