นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.ตั้งเป้าหมายปี 63 จะ เพิ่มมูลค่าตลาดหุ้นรวม (มูาร์เก็ตแคป) จากปัจจุบันอยู่ที่ 14 ล้านล้านบาท เป็น 28 ล้านล้านบาท รวมถึงตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันจาก 50,000 ล้านบาท เป็น 100,000 ล้านบาท โดยประเมินจากทิศทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง หรือตั้งเป้าเติบโตไว้ปีละ 10% ตั้งแต่ปี 58 เป็นต้นไป
"ปัจจุบันนี้ไทยมีมาร์เก็ตแคป 120% ของจีดีพี แต่มีแผนว่าจะเพิ่มสัดส่วนมาร์เก็ตแคปเป็น 150% ในปี 63 โดยเชื่อว่าส่วนหนี่งมาจากความร่วมมือกับเกาหลีใต้ ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์จากการใช้ตลาดหุ้นเกาหลี มาเป็นต้นแบบในการพัฒนาตลาดทุนไทย"
โดยล่าสุด ตลท.ได้ร่วมมือกับกับ โคเรีย ไฟแนนเชียล อินเวสเมนท์ แอสซอซิเอชั่น ของสาธารณรัฐเกาหลีใต้ เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลผู้ประกอบธุรกิจตลาดทุนในเกาหลี และคุ้มครองผู้ลงทุน รวมถึงส่งเสริมความรู้ด้านการลงทุน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาความรู้ด้านตลาดทุน มีความร่วมมือเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 57-62 โดยเกาหลีใต้ ถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านตลาดทุนสูงสูง เพราะมีจำนวนผู้ลงทุนมาก คิดเป็นสัดส่วน 10% ของจำนวนประชากร และมีมูลค่ามาร์เก็ตแคป สูงเป็นอันดับ 13 ของโลก
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชียพลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเพิ่มมาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทย ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านราคาและจำนวนหุ้นเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ถือเป็นแนวโน้มการทำกำไรขาขึ้นของบริษัทจดทะเบียนภายในประเทศ และหากประเมินกำไรของบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงกว่าจีดีพีของประเทศ ภายใต้อัตราราคาปิดกำไรต่อหุ้น(พีอี) 16 เท่า ซึ่งหากคำนวณจากช่วงระยะเวลาจนถึงปี 63 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ ยังถือว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกันปัจจัยด้านจำนวนหุ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ แต่ต้องขึ้นอยู่กับมาตรการของ ตลท. เรื่องการผลักดันบริษัทในประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มมาก ขึ้น รวมทั้งการเพิ่มกฏเกณฑ์ให้บริษัทจดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาระดมทุนในตลาด หลักทรัพย์ไทย จะสามารถช่วยผลักดันจำนวนหุ้นภายในตลาดเพิ่มสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานแผนกลยุทธ์องค์กร และการเงิน ตลท. กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังมีแผนจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนขึ้นอีกครั้งเพื่อควบคุมดูแลด้าน การใช้กฏหมาย และหลักเกณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะ 8 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การยกเลิกการผูกขาดและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของตลท. , การเปิดเสรีและการเพิ่มประสิทธิภาพของสถาบันตัวกลาง, การปฏิรูปกฏหมายสำหรับการพัฒนาตลาดทุน ,การปรับปรุงภาษีสำหรับการพัฒนาตลาดทุน ,การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน , การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) การสร้างวัฒนธรรมการลงทุนผ่านการออมระยะยาวให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง และการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ
"คณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนเดิมเคยมีมาก่อนหน้านี้ แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ทำให้มีการยกเลิกใช้ไปชั่วขณะ แต่ปัจจุบันทาง สศค. เล็งเห็นว่ามีประโยชน์ที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งตลท.พร้อมให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเรื่องการนำบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนใน ตลท. รวมไปถึงการแก้ปัญหาอุปสรรคด้านภาษี ส่วนจะสามารถดำเนินการได้ในช่วงใดยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้"
ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th