วันที่6 พ.ย. นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวในการแถลงข่าวโครงการ "รวมพลังปันน้ำใจ ต้านภัยอีโบลา"เพื่อระดมทุนให้การช่วยเหลือสนับสนุนการควบคุมเชื้อไวรัสอีโบลา ว่าองค์การอนามัยโลกรายงานข้อมูลถึงวันที่ 2 พ.ย. พบมีผู้ป่วยอีโบลาจาก 6ประเทศในแอฟริกาตะวันตก ได้แก่ เซียร์ราลีโอน กินี ไลบีเรีย ไนจีเรีย คองโกและมาลี รวมถึงสเปน และสหรัฐอเมริกา จำนวน 13,042 คน เสียชีวิต 4,818 คน ส่วนประเทศไทยยังถือว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดของโรคนี้ต่ำแต่ก็จัดมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นต่อเนื่องด้วยการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรค ทั้งทางบกและทางน้ำ ที่สถานพยาบาลพร้อมทั้งติดตามตัวจนพ้นระยะ21 วัน ซึ่งเป็นระยะฟักตัวของโรค ล่าสุดขณะนี้มีผู้เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค 3 คนแต่ทั้งหมดไม่พบการติดเชื้อไวรัสอีโบลา นอกจากนี้ยังเตรียมระบบรักษาดูแลผู้ป่วยป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลและจัดทำแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคาลากรทางการแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
นายสวนิตคงสิริ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ระบบการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่การระบาดล้มเหลวแม่และเด็กขาดสารอาหาร ขาดวัคซีนและเสียชีวิตจากโรคอื่น ๆ เช่น มาลาเรีย ปอดอักเสบ ร่วมด้วยนานาประเทศจึงเห็นตรงกันว่า ต้องรีบหยุดการระบาดให้เร็วที่สุดสหพันธ์สภากาชาด และ สภาเสี้ยววงเดือนแดง ระหว่างประเทศขอจึงขอความร่วมมือกับเครือข่ายในประเทศต่างให้ระดมเงินทุนเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่สำหรับสภากาชาดไทยได้เปิดบัญชีบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการควบคุมเชื้อไวรัสอีโบลา ผ่านบัญชี"พลังน้ำใจเพื่อหยุดยั้งอีโบลา" ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.จุฬาลงกรณ์บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 468-0-41667-5 ธ.กสิกรไทย สาขา รพ.จุฬาลงกรณ์ บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 623-1-00234-9 และ ธ.กรุงเทพ สาขา รพ.จุฬาลงกรณ์บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 913-3-50021-6
นพ.ธีระวัฒน์เหมะจุฑาผอ.ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน กล่าวว่า จากข้อมูลของ นพ.ไมเคิล คาลาแฮน อาจารย์แพทย์จากโรงเรียนแพทย์ฮาร์เวิร์ด หนึ่งในทีมแพทย์ที่เข้าไปในพื้นที่การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาระบุว่าในอสุจิของผู้ชายจะยังมีเชื้ออีโบลาอยู่แม้หายจากการเป็นโรคแล้วเชื้อยังสามารถอยู่ต่อไปได้อีกหลายเดือนตรงนี้ต้องระวังการมีเพศสัมพันธ์อาจจะทำให้เกิดการแพร่เชื้อและระบาดขึ้นมาต่อได้ ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศข้อมูลนี้จะตีพิมพ์ลงในวารสารการแพทย์ระดับโลกในอีก 2-3 สัปดาห์นี้ นอกจากเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาแล้วยังต้องเฝ้าระวังโรคประจำถิ่นเช่น มาลาเรีย หรือไทฟอยด์ร่วมด้วย เพราะอาการของโรคอีโบลาอาจปรากฏภายหลังโรคประจำถิ่นแล้วรวมถึงเฝ้าระวังในชาวต่างชาติอื่นๆ ด้วย.
ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th