เมื่อวันที่ 5 พ.ย. เวลา 17.00 น. ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คนที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายการประชุม กมธ.ยกร่างฯ อย่างไม่เป็นทางการว่า ที่ประชุมมีฉันทามติ 2 เรื่อง ดังนี้ 1.การแบ่งงานในคณะกมธ.ด้านต่าง ๆ โดยจะมี รองประธานกมธ. จำนวน 6 คน เรียงลำดับอาวุโส คือ นายกระแส ชนะวงศ์ เป็นรองประธาน กมธ.คนที่ 1 นายมานิจ สุขสมจิตร เป็นรองประธาน กมธ. คนที่ 2 นายสุจิต บุญบงการ เป็นรองประธาน คนที่ 3 นางนรีวรรณ จินตกานนท์ เป็นรองประธาน คนที่ 4 นายปรีชา วัชราภัย เป็นรองประธาน คนที่ 5 นายชูชัย ศุภวงศ์ เป็นรองประธานคนที่ 6 ที่ปรึกษา กมธ. ประกอบด้วย นายประสพสุข บุญเดช เป็นประธานที่ปรึกษา กมธ. นายจรูญ อินทจาร เป็นรองประธานที่ปรึกษา กมธ. และ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นที่ปรึกษา ส่วนตำแหน่งเลขานุการ กมธ. มี 2 คน คือ นายดิสทัต โหตระกิตย์ กับ นางกาญจนรัตน์ ลีวิโรจน์ โฆษกคณะกมธ.อีก 6 คน คือ พล.อ.เลิศรัตน์ นายคำนูณ สิทธิสมาน น.ส.สุภัทรา นาคะผิว นายวุฒิสาร ตันไชย พล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ และ นายปกรณ์ ปรียากร
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2 ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางการทำงาน โดยจะแยก อนุ กมธ.ออกเป็น 2 ส่วน คือ1.อนุ กมธ.ว่าด้วยกระบวนการทำงาน และ 2.อนุ กมธ.ว่าด้วยเนื้อหาของการทำงาน อย่างไรก็ตามจะนำรายชื่อและข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่การประชุมของคณะ กมธ.ในวันที่ 6 พ.ย.นี้ เพื่อให้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการต่อไป นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการพูดคุยกันเรื่องกรอบเวลาในการประชุม และการให้สื่อเข้ารับฟัง รวมถึงการพิจารณาว่าจะดึงคู่ขัดแย้งเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งทั้งหมดยังไม่ได้ข้อยุติ หากนับจากวันนี้ สปช.ยังเหลือเวลาในการจัดการความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะกมธ.ยกร่างฯ อีก 44 วัน โดยจะสิ้นสุดวันสุดท้ายในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ และหลังจากนั้น คณะกมธ.ก็จะเริ่มยกร่างรัฐธรรมนูญกันทันที แต่ในระหว่างนี้คณะ กมธ.ก็จะเริ่มกระบวรการรับฟังความคิดเห็นคู่ขนานไปกับ สปช.ด้วย
เมื่อถามว่าจะให้สื่อมวลชนได้เข้ารับฟังการประชุมเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของคณะกมธ.ยกร่างฯหรือไม่ นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่มีอะไรจะปิดบัง ถ้าจะให้ถ่ายทอดสดยังได้ แต่ตั้งแต่ปี 2548-2557 มีความขัดแย้งมายาวนาน 9 ปี มีสี มีจุดยืนถ้าเราจะทำให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นแบบ “ตาบอดสี”เหมือนที่ นายวิษณุ เครืองาม ว่าเอาไว้ก็แปลว่าบางทีต้องจับเข่าคุย ให้ทิ้งจุดยืนเดิม แล้วดูอนาคต ตาบอดสี คือไม่เห็นสีเหลือง สีแดง สีธงชาติ หรือสีอะไรทั้งนั้น ถ้าสื่ออยู่หรือถ่ายทอดบทบาทที่ยึดโยงกับอดีต มันก็จะทำให้เขาต้องถูกดึงไปสู่อดีต เราอยากจะอยู่กับอดีตหรืออนาคต ถ้าเราอยากดูอนาคตก็อย่าไปผูกกับเสื้อสีในอดีต
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า สื่อต้องยอมรับว่าบางเรื่องพูดไม่ได้ในการถ่ายทอด ขอร้องสื่อทั้งหมดถ้าจะเมตตาและเข้าใจ อะไรที่เปิดเผยได้เราจะเปิด ไม่ต้องห่วง แต่อะไรที่เปิดไม่ได้ต้องคุยกันให้รู้ดำรู้แดงก็ต้องพูดคุยกันในห้อง ตรงนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของประธาน ไม่รู้กรรมาธิการจะเห็นด้วยหรือไม่ "ผมและกรรมาธิการทราบว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ง่าย ที่จะทำ เพราะว่า สื่อหลายสื่อเริ่มจากการมีทัศนคติไม่เป็นบวกกับคณะกรรมาธิการฯ เราสำนึกและตระหนักดี อะไรก็ตามที่จะทำให้ความรู้สึกดีขึ้นอยากทำทั้งสิ้น แต่ถ้าทำให้ความรู้สึกดีขึ้นอย่างเดียว แต่เนื้อหาไม่ได้เรื่องเลย ผมก็เลือกเนื้อหา” นายบวรศักดิ์ กล่าว.
ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th