เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมร่วมระหว่างคสช.กับครม. ถึงรายชื่อกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ โควต้าครม.และคสช.ทั้ง 11 คน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เลือกรายชื่อทั้งหมดด้วยตัวเอง ส่วนตนช่วยตรวจสอบเท่านั้น และที่ประชุมร่วมก็เพียงสอบถามที่มาของแต่ละบุคคล ไม่มีความเห็นที่ขัดแย้งอะไร การพิจารณารายชื่อบุคคลไม่ได้มีการเจาะจงว่าใครเคยทำหน้าที่อะไรมาก่อน เช่นนายปกรณ์ ปรียากร อดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) เป็นอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) เมื่อปี 2550 และเป็นที่ปรึกษาจุฬาราชมนตรี ด้านนพ.กระแส ชนะวงศ์ เป็นอดีตนักการเมือง ซึ่งเราต้องการให้นักการเมืองน้ำดีเข้ามาร่วม มิฉะนั้นจะถูกกล่าวหาว่าคนที่มาร่างรัฐธรรมนูญไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง ด้านนายเจษฎ์ โทณะวณิก เป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ไฟแรง เราอยากได้นักวิชาการจากทุกวัย
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ขณะที่นายสุจิต บุญบงการ เป็นอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนนายกฤต ไกรจิตติ เป็นอดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตไทยในหลายประเทศ ซึ่งคงจะมาช่วยดูการยกร่างบทบัญญัติ มาตรา 190 อีกทั้งนายกฤตเคยทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มีเฉพาะการเลือกตั้ง แต่ต้องมีเรื่องพระมหากษัตริย์ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล การตรวจสอบและควบคุม เรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ การต่างประเทศ แนวนโยบายพื้นฐาน และเรื่องของท้องถิ่น เราจึงต้องใช้บุคคลทุกด้าน ส่วนการจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องไปคิด ไม่ใช่เรื่องของกรรมาธิการฯ
เมื่อถามว่ารัฐธรรมนูญที่กำลังจะยกร่างขณะนี้ อาจถูกมองว่าเป็นฉบับ“บวรศักดิ์” นายวิษณุ กล่าวว่า "ไม่รู้ แต่ผมมองว่าเป็นรัฐธรรมนูญไม่มีสี หรือตาบอดสี" เมื่อถามต่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้อาจถูกตั้งฉายาว่า“รัฐธรรมนูญสีชมพู” หรือ ฉบับ“จุฬาฯ-นิด้าคอนเนคชั่น” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากไปดูรายชื่อ จะเห็นว่ามีหลายสี ทั้งเขียว เหลือง แดง และชมพู ทั้งนี้ตนเคยพูดแล้วตอนที่แต่งตั้งบุคคลขึ้นมา ไม่ได้นึกเลย และทุกคนมีคอนเนคชั่นด้วยกันทั้งนั้น แต่การมีคอนเนคชั่นนั้นไม่เป็นอะไร ขออย่าเป็น Conspiracy (การสมรู้ร่วมคิดหรือการวางแผนลับ) ก็แล้วกัน
ส่วนการจัดตั้งเวทีคู่ขนานกับสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.)นั้น นายวิษณุ กล่วว่า นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว โดยจะมี 4 เวที ประกอบด้วย 1.เวทีวิชาการของ สปช. ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญและชำนาญการ โดยส่วนนี้ดำเนินการได้เองทันที 2.เวทีของบุคคลที่จะไปช่วยเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการของ สปช. เมื่อระเบียบข้อบังคับการประชุมของ สปช.แล้วเสร็จก็ดำเนินการได้ 3.เวทีที่รัฐบาลตั้ง คล้ายกับสมัยของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีผู้เข้าร่วมจำนวน 300 คน แบ่งเป็น 3 ด้าน คือการเมือง เศรษฐกิจ-พลังงาน และด้านสังคม โดยพิจารณาจากบุคคลที่ไม่ได้ถูกเลือกให้เป็น สปช. ความสมัครใจและสนใจเป็นหลัก และ 4.เวทีที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.)และกระทรวงกลาโหม ร่วมกันไปตั้งเวทีในระดับจังหวัดหรือระดับภาค อย่างไรก็ตามการจัดทั้ง 4 เวทีนี้ จะพยายามใช้งบประมาณไม่มาก.
ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th