เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 6 พ.ย. ที่รัฐสภา พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวก่อนการประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ นัดแรก ว่า การหารือจะมีความชัดเจนเรื่องการกำหนดตัวบุคคลที่จะทำหน้าที่ตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการ  รวมถึงการตั้งอนุกรรมาธิการ 3 คณะ ที่จะลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยขณะนี้ กมธ.ยกร่างฯ ได้นำกรอบของรัฐธรรมนูญปี 50 รวมทั้งรัฐธรรมนูญที่เคยใช้ในอดีตมาประกอบการพิจารณาข้อดี ข้อเสีย จุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อจัดทำเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งประเด็นที่เป็นจุดอ่อน และต้องเร่งแก้ไข คือ เรื่องอำนาจรัฐ ที่รัฐธรรมนูญปี 40 กำหนดให้มีอำนาจการบริหารงานมากเกินไป ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 50 ก็ลดทอนอำนาจฝ่ายบริหาร จนเกิดปัญหาการชุมนุมทางการเมือง และรัฐบาลขาดเสถียรภาพ ดังนั้นต้องนำทั้ง 2 ฉบับมาประเมิน เพื่อหาจุดสมดุล และทำให้คณะผู้บริหารประเทศ  ทั้งส่วนกลาง และภูมิภาคมีอำนาจการบริหารงานที่ถ่วงดุลกันได้ 

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าจะมีการนำการร่างรัฐธรรมนูญปี 40 มาใช้เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญประชาชนอย่างแท้จริง และหากวางการร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว สังคมยังมีข้อขัดแย้งหรือความเห็นไม่ตรงกัน หรือมีกระแสต่อต่อต้านเกิดขึ้น ก็อาจจะหารือกับคณรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งให้มีการทำประชามติได้ เพราะในรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) ปี 57 ไม่ได้ระบุเรื่องการทำประชามติไว้ ซึ่งคาดว่า หากมีการทำประชามติต้องใช้เวลานาน 3-4 เดือน และใช้งบกว่า 3,000 ล้านบาท จึงต้องคิดให้รอบครอบว่า จะทำประชามติหรือไม่

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ส่วนการลงพื้นที่ของอนุกมธ.ทั้ง 3 คณะ คาดว่า จะเริ่มประชุมพร้อมกันนัดแรกในสัปดาห์หน้า และจะร่วมกันกำหนดกรอบการทำงานคร่าว ๆ ของรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน เพื่อให้ตกผลึกทางความคิดร่วมกัน จากนั้นจึงนำกรอบของร่างรัฐธรรมนูญไปคุยกับพรรคการเมืองแต่ละพรรค ซึ่งน่าจะใช้เวลา 3 ครั้ง ในการพูดคุยจนเกิดความเข้าใจ จึงจะร่างรัฐธรรมนูญมาได้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น. ที่ห้องงประมาณ อาคารรัฐสภา 3 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมกมธ.ยกร่างฯ อย่างเป็นทางการนัดแรก โดยจะมีการรับรองตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะกมธ. และคณะอนุกมธ.แต่ละคณะ พร้อมทั้งวางกรอบการทำงาน.


ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th
 
Top