สองสัปดาห์มาแล้วที่ราคาน้ำมันเบนซินที่ตลาดสิงคโปร์ลดลง 5.60 $/บาร์เรล (ประมาณ 1.80 บาท/ลิตร) แต่ราคาขายปลีกบ้านเราลดลงเพียง 30 ส.ต. (เฉพาะแก๊สโซฮอล์) ทั้งนี้เพราะคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่ม โดยในส่วนของเบนซินเพิ่ม 1.60 บาท/ลิตร และแก๊สโซฮอล์เพิ่ม 1.30 บาท/ลิตร เพื่อเอาไปช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันฯที่ติดลบอยู่เกือบ 9,000 ล้านบาท
มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ทำกันมาโดยตลอดระยะเวลายาวนานเป็นสิบปี จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนคุ้นเคยกันเสียแล้ว และผู้ใช้น้ำมันก็ก้มหน้าก้มตาใช้น้ำมันกันไป และยอมรับกับมาตรการดังกล่าวโดยไม่มีเสียงบ่นว่าแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับไปตำหนิว่ากล่าวปตท.เสียอีกว่าเป็นต้นเหตุทำให้น้ำมันแพง (ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว ตัวการที่ทำให้น้ำมันมีราคาแพง ก็คือภาษีสรรพสามิตกับเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมันฯ)
สิ่งที่เกิดขึ้นในสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมของความบิดเบี้ยวและความไม่เป็นธรรมของโครงสร้างราคาพลังงานในบ้านเราที่มีมาเป็นเวลานานนับสิบปี คือ แทนที่ผู้ใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์จะได้ใช้น้ำมันในราคาที่ถูกลงลิตรละ 1.60-1.30 บาท ตามกลไกราคาแท้จริง กลับพบว่า ผู้ใช้น้ำมันไม่ได้รับประโยชน์นั้น โดยรัฐไปเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯแทน
คำถามก็คือผู้รับประโยชน์จากกองทุนน้ำมันฯคือใคร ซึ่งคำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีนั่นเอง เพราะค่าใช้จ่ายหลักของกองทุนน้ำมันฯก็คือภาระการอุดหนุนราคานำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศปีละกว่า 30,000 ล้านบาท
การปรับอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯล่าสุดมีผลให้ผู้ใช้น้ำมันเบนซิน 95 ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนฯถึงลิตรละ 11.60 บาท เมื่อรวมภาษีสรรพสามิตบวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 11.14 บาท/ลิตร เท่ากับผู้บริโภคต้องจ่ายค่าภาษีบวกกองทุนฯสูงถึง 22.74 บาท/ลิตร หรือเท่ากับ 47% ของราคาขายปลีกทีเดียว ซึ่งแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ล้วนต้องจ่ายในอัตราสูงเช่นเดียวกัน ( 14.41 และ 12.15 บาท/ลิตร ตามลำดับ)
ในขณะที่ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯถึงลิตรละ 2-3 บาท ทำให้สามารถใช้ก๊าซแอลพีจีได้ในราคาถูกเพียงลิตรละ 12.70-13.00 บาท เท่านั้น จึงทำให้มีผู้เปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์เพิ่มขึ้นในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก จนมีปริมาณสูงถึง 1.9 ล้านตันปี พอ ๆ กับการนำเข้าก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศ ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากนโยบายบิดเบือนราคาจากภาครัฐนั่นเอง
ในอดีตเราอาจจำยอมต้องยอมรับกับสภาพเช่นนี้ เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง และพยายามใช้นโยบายประชานิยมเพื่อดึงคะแนนเสียงจากประชาชน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม และผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว
แต่ในยุคปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการปฏิรูป ผมอยากให้กำลังใจคสช.ให้มีความกล้าที่จะปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานที่ต้นตอของปัญหา ในเมื่อเห็นกันอยู่แล้วว่าปัญหาของกองทุนน้ำมันที่ติดลบมันเกิดจากอะไร ก็ควรไปแก้กันที่ตรงนั้น ไม่ควรมาล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไปแก้ปัญหาให้กับคนใช้ก๊าซแต่อย่างใด
ยุคนี้เป็นยุคคืนความสุขให้กับประชาชน ผมอยากให้คสช.ลองคิดดูนะครับว่าจะคืนความสุขให้ใครดี
ระหว่างคนใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 24.4 ล้านคัน (20.1 ล้านคัน เป็นรถมอเตอร์ไซค์) หรือคนใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์ 1.2 ล้านคัน !!!.
ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th