เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 15 ส.ค. น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (อธิบดี สบส.)  พร้อมด้วยนพ.เรืองศิลป์ เชาวรัตน์ หัวหน้าหน่วยผู้มีบุตรยาก ภาคสูติศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และทีมแพทย์ นำสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมหน่วยผู้มีบุตรยาก ศิริราชพยาบาล ที่ได้รับมาตรฐานด้านช่วยการเจริญพันธ์ุ และได้เปิดให้บริการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้มีการเปิดให้ชมห้องปฏิบัติการ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ห้องเก็บไข่,ห้องเก็บสเปิร์ม และห้องแล็ปปลอดเชื้อ โดยมีนักวิทยาศาสตร์คอยควบคุมและตรวจสอบความสมบูรณ์ไข่และสเปิร์มอย่างใกล้ชิด

โดยนพ.เรืองศิลป์ กล่าวว่า หน่วยผู้มีบุตรยากของรพ.ศิริราช แห่งนี้ ได้เปิดให้บริการรักษามาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 25 มีผู้เข้ารับการรักษาการมีบุตรยากแล้วกว่า 3 หมื่นราย และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า  จะมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษา เพิ่มขึ้นอีกประมาณเกือบ 1 แสนคน ซึ่งนอกจากเราจะให้การรักษาเรื่องการมีบุตรยากแล้ว ยังมีการให้การรักษาครอบคลุมโรคทางพันธุ์กรรม  ทั้งหมดด้วย ส่วนสถิติการทำการอุ้มบุญจากปี 53 จนถึงขณะนี้ได้ทำการอุ้มบุญไปแล้ว 7 ราย รวมรายล่าสุดที่กำลังตั้งท้องอยู่ในปีนี้ด้วย

นพ.เรืองศิลป์ กล่าวต่อว่า ทั้งน้ีผู้ที่ได้รับการอุ้มบุญจะต้องมีข้อบ่งชี้ตามที่แพทยสภาได้ระบุไว้ คือต้องเป็นญาติของคู่สมรส และต้องไม่ทำการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์ โดยที่ผ่านมาได้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องการรักษาด้วยการอุ้มบุญ แต่หากไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ข้อบ่งชี้ดังกล่าวเราก็ไม่สามารถทำการอุ้มบุญให้ได้  ซึ่งเราได้ปฏิเสธทำการอุ้มบุญให้กับผู้ป่วยประมาณกว่า 100 รายต่อปี หากเทียบกับจำนวนของคนไข้ทั้งหมดคิดเป็นเพียง 1-2 % ซึงถือว่าน้อยมาก สำหรับการคัดเลือกแม่ที่มาอุ้มบุญให้แก่คู่สมรสนั้น จะต้องผ่านการตั้งครรถ์มาแล้ว เพื่อยืนยันถึงประสิทธิภาพของมดลูก และต้องมีการตรวจสอบทะเบียนบ้าน เพื่อยืนยันความเป็นญาติกับคู่สมรสด้วย และต้องมีการพูดคุยทำกติตากับครอบครัวของทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายคู่สมรส และฝ่ายครอบครัวของแม่ที่รับอุ้มบุญ 

"  หน่วยผู้มีบุตรยากของ รพ.ศิริราช ให้การรักษาด้วยมาตรฐานสูงสุด อิงกฎเกณฑ์ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และแพทยสภาอย่างเคร่งครัด  อีกทั้งเรามีมาตรฐานสากลติด 1 ใน 10 อันดับของโลกอีกด้วย" นพ.เรืองศิลป์ กล่าว

ด้านนพ.บุญเรือง กล่าวถึงกรณีที่มีการตรวจพบการย้ายชื่อของเด็กจำนวน 21 คน เข้ามาในทะเบียนราษฎร เดียวในคอนโดคอนโดมิเนียมเดียวกับเด็กอุ้มบุญ 9 รายจากพ่อชาวญี่ปุ่นก่อนหน้านี้นั้น ขณะนี้กำลังตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ว่ามีความเชื่อมโยงกับพ่อชาวญี่ปุ่นรายเดียวกันนี้หรือไม่ หากได้ข้อมูลที่ชัดเจนก็จะมีการไปตรวจสอบสถานพยาบาลต่อไป ซึ่งต่อไปนอกจากสถานพยาบาล 12 แห่งที่ได้รับเบาะแสมาก่อนหน้านี้ เราก็จะมีการตรวจสอบสถานพยาบาลแห่งอื่น ๆ ด้วย

 


ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th
 
Top