คืบหน้าไปอีกขั้นหลังการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาตินัดแรกเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่สุดก็เป็นไปตามโผ นั่นคือ พรเพชร วิชิตชลชัย ผู้ตรวจการแผ่นดินและที่ปรึกษา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ได้รับความไว้วางใจจากที่ประชุมให้ทำหน้าที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ขณะที่รองประธานคนที่ 1 และคนที่ 2 คือ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตว่าที่ประธานวุฒิสภา และ พีระศักดิ์ พอจิต อดีตว่าที่รองประธานวุฒิสภา
ภารกิจต่อไป ที่ สนช. จะต้องเดินหน้า มีหลายเรื่องที่น่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2558 การผลักดันกฎหมายสำคัญเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารงานของรัฐบาล การให้การรับรอง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ให้ทำหน้าที่ป.ป.ช. การเริ่มต้นกระบวนการ “ถอดถอน” บุคคลที่ถูกป.ป.ช. “ชี้มูลความผิด” ฯลฯ แต่ที่ดูจะเป็นที่จับตามากที่สุดคือ การหาบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย
ตราบใดที่ยังไม่สิ้นสุดขั้นตอนกระบวนการก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ใครจะมาทำหน้าที่ “ผู้นำ” ของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่มีความ “เป็นไปได้สูงลิ่ว” ที่จะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และหัวหน้า คสช. เพราะตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนต่างร่วมใจกันออกมาสนับสนุน และไม่มีชื่อบุคคลอื่นปรากฏออกมาเป็นตัวเลือกเลย
ตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 ซึ่งเป็นฉบับชั่วคราวที่ใช้อยู่ในตอนนี้ ระบุคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ 1.มีสัญชาติไทยโดยการเกิด 2.มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี 3.สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 4.ไม่เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในระยะเวลา 3 ปีก่อนวันที่ได้รับการแต่งตั้งและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ข้อ 5 ไม่เป็นสนช.,สปช.,กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และ6.ไม่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาหรือตุลาการ,อัยการ,กรรมการการเลือกตั้ง,ผู้ตรวจการแผ่นดิน,กรรมการ ป.ป.ช, กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ซึ่งทั้งหมดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มี “คุณสมบัติ” ทั้งสิ้น
นอกจากการสนับสนุนจากทั่วทุกสารทิศ การทำงานตลอด 2 เดือนกว่าที่ผ่านมาที่ “เข้าหูเข้าตา” ให้พล.อ.ประยุทธ์ มีความโดดเด่นจนแทบไม่มีคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกคำว่า “เสียของ” มาประกอบเพื่อให้การเข้ามาควบคุมอำนาจภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ บรรลุเป้าหมายนั่นคือการปฏิรูปจนมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่เป็นประชาธิปไตยและทุกฝ่ายยอมรับ
ขณะที่เสียงค้านแม้จะมีออกมาบ้างแต่ก็เป็นไปในแบบห่วงใยมากกว่าค้านหัวชนฝา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสืบทอดอำนาจ การเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องยอมรับการตำหนิ วิพากษ์วิจารณ์ รวมไปถึงการเขียนอำนาจที่ชัดเจนระหว่างรัฐบาลกับคสช.ที่ฝ่ายหนึ่งจะทำหน้าที่บริหาร ขณะที่อีกฝ่ายจะทำหน้าที่ด้านความมั่นคง จนทำให้ถูกมองว่า คสช. มีอำนาจที่ดูจะเหนือกว่ารัฐบาลด้วยซ้ำ ที่น่าสนใจคือการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาของ คสช. ด้านโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม หลังมีการอนุมัติโครงการวงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท จนเกิดความสงสัยว่า หัวหน้าคสช.ตั้งตัวเองเป็นที่ปรึกษาคสช.ทำไม
ถึงชั่วโมงนี้มีอย่างเดียวหากนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 จะไม่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ นั่นคือ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่รับตำแหน่ง
เมื่ออายุรัฐบาลมีจำกัดแค่ 1 ปีเท่านั้นและมีเป้าหมายการปฏิรูปอย่างชัดเจนจึงเป็นเรื่องที่แปลกใจมากหากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เข้ามาทำหน้าที่
ในอีกมุมหนึ่งก่อนที่สังคมไทยจะได้เห็น “โฉมหน้า” ฝ่ายบริหารก็มีการโยนแนวคิดและนโยบายต่าง ๆ ออกมาเพื่อ “ชง” ให้รัฐบาลชุดใหม่อนุมัติ ซึ่งแต่ละนโยบายล้วน “ขายได้” และได้รับการสนับสนุนซะด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 8% การคืนภาษีคนจน โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับผู้มีรายได้น้อย เหล่านี้ล้วนเป็น “ยาแก้” หลังจากที่คสช.เตรียมจะพิจารณา “ยกเลิก” โครงการประชานิยมหลายโครงการซึ่งไม่เป็นประโยชน์แต่ทำไปเพื่อมุ่งหาเสียงเท่านั้น
มุมหนึ่งซึ่งสำคัญแล้วทำให้การรัฐประหาร “ล้มเหลว” จนเป็นที่เข็ดหลาบของสังคมไทยนั่นคือ การแสดงฝีมือในการบริหารไม่เป็นที่น่าประทับใจ จนคนส่วนใหญ่ในสังคมหันกลับไปโหยหาผลงานของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการรัฐประหาร แม้การเข้ามาควบคุมอำนาจในครั้งนี้จะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่พ.ต.ท.ทักษิณ แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของคสช.ต้องทำนั่นคือ การทำให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ด้วยความโปร่งใสสุจริต
เพราะเมื่อใดที่ผลงานของรัฐบาลได้รับการ “ยอมรับ” ก็เท่ากับว่า การเข้ามาควบคุมอำนาจในครั้งนี้เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์ แม้รัฐบาลที่ว่านั้นจะไม่ได้มาจากระบอบประชาธิปไตยก็ตาม
อย่าลืมว่าผลงานคือ “ภูมิคุ้มกัน” ทางการเมืองที่ดีที่สุด เพราะการสนับสนุนจากประชาชนนั้นมีอานุภาพมากกว่า “ปลายกระบอกปืน” ของกองทัพมากนัก
ทุกวันนี้การสนับสนุนที่เกิดจากประชาชนไม่ได้มาจากการใช้อำนาจของ คสช. แต่มาจากการทำงานหนักในช่วง 2 เดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละเรื่องล้วน “โดนใจ” คนส่วนใหญ่
โฉมหน้าของ “ประยุทธ์ 1” จะเต็มไปด้วยเหล่าทหาร ผสมกับนักบริหารมืออาชีพและข้าราชการระดับปลัดกระทรวงทั้งอดีตและปัจจุบัน
โผประยุทธ์ 1 ที่ออกมาล่าสุดก็ปรากฏข่าวว่า บิ๊ก ๆ ในกองทัพ จะนั่งควบทีเดียว 2 กระทรวง อาทิ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.และรองหัวหน้า คสช. จะนั่งกระทรวงคมนาคมควบกระทรวงพลังงาน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผช.ผบ.ทบ.จะนั่งกระทรวงพาณิชย์ควบกระทรวงเกษตรฯ หรือบรรดาบิ๊กข้าราชการที่ไม่ถูกโยกย้ายอย่างกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีข่าวว่า วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงจะเข้ามาทำหน้าที่ ฯลฯ
แม้ “ภาพลักษณ์” โดยเฉพาะประสบการณ์ในการทำงานจะเป็นสิ่งแรกที่สังคมจับจ้อง แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือการทำงานเป็น “ทีม” ซึ่งน่าจะดูได้จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อ สนช.
ตรงนี้ต่างหากที่จะต้องจับตาดูว่า รัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของ คสช. จะทำหน้าที่ “บริหาร” อย่างไรในช่วงเวลาราว ๆ 1 ปีนับจากนี้
ต้องปล่อยให้ทำให้ “สุด” ไม่อย่างนั้นปัญหาบ้านเมืองไม่มีทางได้ “สะสางเสร็จสิ้น” แน่.
ข้อมูลดีๆจาก : dailynews.co.th