นายกสมาคมชาวนาหวัง คสช.ตอบสนอง 5 ข้อเรียกร้อง ขอจำนำต่อ ระบุหอมมะลิไม่ต่ำกว่าตันละ 16,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกเจ้าราคาไม่ต่ำกว่าตันละ 12,000 บาท เผยยอด 13 วัน คสช. จ่ายเงินชาวนาแล้วเกือบ 5 หมื่นล้าน ด้าน ป.ป.ช. เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกข้าวสัปดาห์หน้า ปัดแสดงความเห็น 8 สมาคมชาวนาขอเดินหน้ารับจำนำข้าวต่อ โยนเป็นหน้าที่ คสช.ตัดสินใจ เผยสอบบัญชีทรัพย์สิน 5 รมต. "ยิ่งลักษณ์"สาวลึกถึงคนใกล้ชิด แย้มคดี "ปู" เสร็จก่อน "บุญทรง" คาดจบเร็ว เนื่องจากได้รับความร่วมมือเรื่องพยานหลักฐาน เป็นอย่างดี
      
       นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนา และเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า ชาวนาพอใจในการประชุมรับฟังความคิดเห็นการช่วยเหลือชาวนา ซึ่งมีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. เป็นประธาน เพราะผู้เข้าร่วมประชุมให้ความสำคัญและเห็นใจชาวนา โดยรับปากจะพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 มิ.ย. นี้ จะได้รับคำตอบว่าจะช่วยเหลือในด้านใดบ้างตามที่เสนอไป โดยเฉพาะการพิจารณาต้นทุนการผลิตเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมาขายได้ต่ำกว่าต้นทุนมาก
       "ที่ประชุมยังให้คำมั่นสัญญาจะดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมการข้าวพิจารณาช่วยเหลือในเรื่องปัจจัย การผลิต ให้ได้ไร่ละ 3,000 บาท เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย" นายวิเชียวรกล่าวและว่า สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยยำได้เสนอแนวทาง 5 ข้อ ประกอบด้วย 1. ออกมาตรการช่วยเหลือชาวนารูปแบบใดก็ได้ ที่คิดคำนวณจากราคาขายบวกกำไร โดยผู้ปลูกข้าวหอมมะลิเสนอดูแลราคาข้าวเปลือกนาปีรอบใหม่ (2557/58) ไม่ต่ำกว่าตันละ 16,000 บาท ราคาข้าวเปลือกเหนียวตันละไม่ต่ำกว่า 14,000 บาท ราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท จากปัจจุบันขายได้ตันละ 5-6 พันบาท
      
       2. หาวัตถุดิบเพื่อการเพาะปลูกราคาถูก 3. จัดหาตลาดขายข้าวโดยตรง 4. ดูแลต้นทุนการทำนาให้คุ้มทุน และ 5. ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผลักดันการออกกฎหมายสวัสดิการชาวนา เหมือนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เพื่อการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาให้ยั่งยืนในอนาคต
      
       ส่วนรายงานยอดการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวให้แก่ชาวนา รวมระยะเวลา 13 วัน นับตั้งแต่ คสช. มีมติ เมื่อวันที่ 26 พ.ค.57 ได้มีการจ่ายไปแล้ว 480,569 ราย รวมยอดเงิน 48,898.21 ล้านบาท
      
       ***ป.ป.ช.แย้มคดี "ปู" เสร็จก่อนจบเร็ว 
      
       วานนี้ (8 มิ.ย.) นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีการไต่สวนโครงการรับจำนำข้าว ว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. ดำเนินการควบคู่ 2 เรื่องไปพร้อมๆกัน คือ เรื่องที่ค้างอยู่กับเรื่องที่จะเริ่มต้นใหม่ ซึ่งเรื่องที่ค้าง คือ กรณีจำนำข้าวที่ได้ไต่สวน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวก ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริตโครงการจำนำข้าว ว่าทำผิดจริงหรือไม่ มีการซื้อขายระหว่างประเทศจริงหรือไม่ ซึ่งต้องไต่สวนโดยละเอียด ขณะนี้บริษัทเอกชนที่ถูกเรียกมาไต่สวนได้ทะยอยให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์เป็น จำนวนมาก ต้องขอขอบคุณบริษัทเอกชน ที่มีความตื่นตัวในการมาให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์
      
       ส่วนการไต่สวนกรณีละเลยเพิกเฉยไม่ระงับการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว จนก่อให้เกิดความเสียหายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ขณะนี้การให้ถ้อยคำของพยานทั้ง 4 ปาก ได้เสร็จแล้ว ซึ่งทางคณะทำงาน คงจะสรุปมารายงานต่อที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อให้ดูว่า ข้อเท็จจริงที่ไต่สวนมานั้นเพียงพอหรือไม่ หากยังไม่เพียงพอ จะได้ดำเนินการต่อไป
      
       ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าคดีไต่สวน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะแล้วเสร็จก่อนคดีไต่สวนนายบุญทรง กับพวก ใช่หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า น่าจะเสร็จก่อน แต่จะเมื่อไร คาดเดาไม่ได้ ต้องรอดูข้อเท็จจริงจากคณะทำงานที่จะสรุปส่งมาให้ในสัปดาห์หน้าก่อน เนื่องจากข้อมูลอาจจะโยงใย ถึงบุคคลใดๆ ดังนั้นต้องดูให้ละเอียด ถี่ถ้วน
      
       นายวิชา กล่าวอีกว่า ทางคณะกรรมการป.ป.ช. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของ 5 รัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าว จะเร่งดำเนินการตรวจสอบควบคู่ไปด้วย ซึ่งต้องนำผลการตรวจสอบนั้นมาประกอบผสมผสานในการไต่สวนคดีดังกล่าว
      
       เมื่อถามว่า การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินนั้น จะใช้เวลานานหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า จะต้องดูว่ามีทรัพย์สินใดผิดปกติหรือไม่ ซึ่งต้องทำอย่างเร็วมาก เพราะจะต้องมีการยึด และอายัดทรัพย์สิน โดยดูบัญชีทรัพย์สินของบุคคลใกล้ชิด และบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด
      
       เมื่อถามถึงกรณีที่ 8 สมาคมชาวนา ต้องการให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวต่อไป เพราะเห็นว่า ได้ราคาดี เรื่องนี้มีความเห็นอย่างไร นายวิชา กล่าวว่า ตนยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องระดับนโยบาย ซึ่ง คสช. จะเป็นผู้พิจารณา แต่ทาง ป.ป.ช. ได้บอกข้อมูลต่างๆทั้งหมดให้ไปแล้ว ว่า ป.ป.ช.ตรวจสอบพบอะไรบ้าง โดย คสช. ก็ทราบดี เพราะได้เชื่อมโยงข้อมูลกันอยู่เป็นอย่างดี เมื่อถามว่า ทางคสช.เตรียมดำเนินการลงพื้นที่ เพื่อตรวจสต็อกข้าว แล้วทาง ป.ป.ช. จะมีการตรวจสอบควบคู่ไปด้วย หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าคงจะเห็นภาพตรงนี้ชัดเจนขึ้นว่า คสช. จะลงไปตรวจอย่างไร เพราะทาง ป.ป.ช. เองก็ต้องการลงไปตรวจสต็อกข้าวด้วยเหมือนกัน ส่วนจะเริ่มต้นอย่างไร ขอหารือกันก่อน
      
       เมื่อถามว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ได้รับความร่วมมือเรื่องพยานหลักฐานจากหน่วยงานต่างๆ เป็นอย่างดี หรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า ได้รับความร่วมมืออย่างดีมาก ได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เพราะแต่ละหน่วยงาน เริ่มมีความมั่นใจว่าข้อมูลทั้งหลายเหล่านั้นจะสามารถนำมาสร้างสิ่งที่มี ประสิทธิภาพในการไต่สวน และสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการลงโทษผู้ทุจริตได้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การไต่สวนคดีนี้เร็วขึ้น เพราะค้างคามานานแล้ว
      
       **อุทัยฯ คุมเข้มโกดังจำนำข้าว 
      
       พ.อ.(พิเศษ) พิศาล นาคผจญ รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 31 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบมณฑลทหารบกที่ 31 พื้นที่ จังหวัดอุทัยธานี (ผบ.กกล.รส.มทบ.31 พื้นที่จังหวัดอุทัยธานี) ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบดัวย ตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ, การค้าภายใน, อ.ต.ก., อคส. และเซอร์เวเยอร์ หรือผู้ตรวจคุณภาพข้าว พร้อมด้วยผู้ประกอบการโรงสี เจ้าของโกดังคลังสินค้ารับฝากข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ประชุมร่วมกัน ณ ห้องประชุมสะแกกรัง ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัด
      
       เพื่อชี้แจงถึงความจำเป็นให้ระงับการเคลื่อนย้ายข้าวสารโครงการรับ จำนำข้าวของรัฐบาล ในโกดังกลางคลังสินค้า เพื่อป้องกันและป้องปรามการทุจริต ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
      
       โดยในส่วนคลังสินค้าจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ โกดังกลางคลังสินค้า ที่รับฝากข้าวสารโครงการรับจำนำข้าว ห้ามขนย้ายเข้า และออกอย่างเด็ดขาด แต่โรงสียังซื้อขายข้าวเปลือก-ข้าวสาร ประกอบการได้ตามปกติ ห้ามเฉพาะคลังกลาง ที่จะมีผู้ถือกุญแจอยู่ 3 ส่วน 3 ดอก คือ อคส. เซอร์เวเยอร์ หรือผู้ควบคุมคุณภาพข้าว และอำเภอในพื้นที่โกดังกลางคลังสินค้า
       ทั้งนี้ หากเจ้าหน้าที่ทหาร และผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบพบการทุจริตข้าวสารหายไปจากโกดังคลังสินค้า หน่วยงานที่รับผิดชอบการถือกุญแจทั้ง 3 ส่วน จะต้องรับผิดชอบ และถูกดำเนินคดี ฐานยักยอกทรัพย์ เว้นแต่ถูกโจรกรรมก็จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดในการดำเนินคดีต่อ ไป
      
       และในเร็ววันนี้ ทางกำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และผู้รับผิดชอบจะมีการออกตรวจสอบโกดังกลางคลังสินค้าว่ามีข้าวสารอยู่ครบ และหายไปหรือไม่ สำหรับจังหวัดอุทัยธานี มีโกดังคลังสินค้ากลางที่รับฝากข้าวสารทั้งหมด 43 หลัง เป็นของผู้ประกอบการทั้งหมด 20 ราย มีจำนวนข้าวสารที่ฝากไว้ทั้งหมดกว่า 5 แสนตัน หรือกว่า 5 ล้านกระสอบ
      
       **ภาคประชาชนจี้เลิกกองทุนน้ำมัน
      
       นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 กล่าวถึง เรื่องกองทุนน้ำมัน ว่าเป็นเรื่องที่เรื้อรังมานาน เป็นกองทุนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และฉ้อฉลประชาชน หัวหน้า คสช. มีอำนาจสั่งยกเลิกได้เลย แล้วให้ประชาชนในฐานะเจ้าของทรัพยากรมีสิทธิ์ใช้พลังงานในราคาที่ยุติธรรม ด้วยการยกเลิกมติ ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อปี 2551 ที่อนุญาตให้ ปิโตรเคมี มาใช้ก๊าซแอลพีจี หรือก๊าซหุงต้มจากโรงแยกก๊าซก่อนผู้ใช้รายอื่นร่วมกับภาคครัวเรือน ที่ส่งผลกระทบมาจนถึงปัจจุบัน
       "คสช.มีอำนาจอยู่ในมือ สามารถยกเลิกกองทุนเถื่อนนี้ได้ทันที หากแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงานได้จะ ทำให้ราคาพลังงานลดลง ค่าขนส่ง ก็ถูกลง พ่อค้า แม่ค้า ก็มีต้นทุนลดลง สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆก็จะลดลงทันที ประชาชนทุกคนก็ได้ประโยชน์ เป็นการคืนความสุขให้ประชาชนได้ตรงจุด" นายอดุลย์ กล่าว
      
       นายอดุลย์ ยังกล่าวถึงการที่คสช. แต่งตั้งองค์กรต่างๆ อาทิ คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) และ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งมีแต่ตัวแทนจากภาคราชการ และธุรกิจเอกชน ไม่มีตัวแทนจากภาคประชาสังคมแต่อย่างใด ทั้งที่ปัญหาที่ผ่านส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าราชการที่สนองผลประโยชน์ให้กับ นักการเมืองจนเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน และวิกฤติการทางการเมือง ดังนั้นเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลควรมีตัวแทนจากภาคประชาสังคมเข้ามีส่วนร่วม ด้วย มิเช่นนั้นหากเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ประชาชนก็ต้องออกมาตราตรำกันกลางท้องถนนอีก" นายอดุลย์ กล่าว
      
       อดีต รมว.พลังงานค้านยุบกองทุนน้ำมัน
      
       นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวถึงกรณีที่มีผู้เสนอให้ยุบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงาน ว่า ส่วนตัวเห็นว่า กองทุนน้ำมันควรจะต้องมีอยู่ แต่จะต้องมีหน้าที่หลักตามจุดประสงค์เดิม คือ การรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ถ้าราคาน้ำมันแพงก็เข้าแทรกแซง ถ้าราคาถูกก็เข้าไปเก็บ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยธุรกิจไม่เดือดร้อนกับการผันผวนของราคา และน่าจะใช้กองทุนนี้ในการเพิ่มสำรองน้ำมันของประเทศเพื่อสร้างความมั่นคง ของพลังงาน ซึ่งปัจจุบันมีสำรองอยู่เพียงแค่ประมาณ 40 วันเท่านั้น
      
       นายพิชัย กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันถูกใช้ในการสนับสนุนราคาพลังงานทั้ง ก๊าซหังต้ม (LPG) และน้ำมันดีเซล เมื่อราคาเกินลิตรละ 30 บาท ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นจึงเห็นด้วยที่ต้องมีการปรับราคาพลังงานเพื่อสะท้อนต้นทุน ซึ่งในขณะที่ตนำหน้าที่ รมว.พลังงาน ก็ได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกองทุนน้ำมันไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และไม่ยุติธรรมกับผู้ใช้น้ำมัน ที่ต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
      
       "กองทุนน้ำมันควรมีอยู่ แต่ต้องไปทำหน้าที่หลัก ในขณะที่การปรับราคาพลังงานเพื่อสะท้อนต้นทุนก็ต้องทำ อย่าสับสน และเอามาปนกันจนประชาชนงง" นายพิชัย ระบุ
      
       **คสช.ยันระงับโครงการ 3.5 แสนล้าน
      
       พ.อ.วีรธัช ศรีใส ผู้ประสานงานเรื่องการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวมของประเทศ กล่าวถึง กรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้ออกเอกสาร สั่งระงับการดำเนินการโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านว่า เอกสารดังกล่าว เป็นของจริง ที่ออกโดย คสช. เพื่อส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน เพื่อให้ระงับการดำเนินการทุกอย่างในภาพรวม แต่ ไม่ได้เป็นการยกเลิกโครงการตามที่ สื่อออนไลน์ ได้นำเสนอไป โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้คสช. รับทราบข้อมูลในภาพรวมทั้งหมดอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งผลักดันเดินหน้า บูรณาการทุกโครงการให้มีความสอดคล้อง เหมาะสม คุ้มกับงบประมาณ
      
       "ไม่ใช่การหยุด เพียงแต่ให้ชะลอไว้ก่อน เพื่อให้ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาพูดคุยกันในภาพรวม ว่าโครงการไหนเหมาะสมที่จะเดินหน้าต่อ เช่น สมมุติว่า มีอยู่ 100 โครงการ ส่วนราชการ อาจจะเสนอ 900 โครงการ ที่เห็นว่ามีความสำคัญ เร่งด่วนในการดำเนินการ หรืออาจจะปรับรูปแบบ หาทางแก้ปัญหา บางโครงการอาจจะไปทับที่ของชาวบ้านอยู่ เราก็มาหารือร่วมกันว่าจะหาทางออกอย่างไร" พ.อ.วีรธัช กล่าว
      
       พ.อ.วีรธัช กล่าวต่อว่า ในวันจันทร์ที่ 9 มิ.ย.นี้ ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้าคสช. จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวประมาณ 20 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรน้ำ ฯ มาปรระชุมร่วมกันที่กองบัญชาการกองทัพบก
       " คสช. จะพิจารณา โครงการทั้งหมดว่า มีโครงการไหนที่ต้องเร่ง ทางคสช.จะไม่รอให้เกิดความล้าช้า จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด และชี้ชัดไปเลยว่า จะให้เดินหน้าโครงการไหนต่อ โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนในภาพร่วม และต้องดูผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนบางกลุ่มด้วยความรอบคอบ" พ.อ.วัรธัช กล่าว
      
       **อธิบดีกรมชลฯส่ง1,100โครงการน้ำให้คสช.
      
       ภายหลังคสช. มีคำสั่งระงับโครงการบริหารน้ำ และให้ส่งข้อมูลทั้งหมดให้ฝ่ายเศรษฐกิจภายในวันที่ 9 มิ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาทบทวน ล่าสุด นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าคำสั่งมีขอบเขตมากน้อยขนาดไหนเพียงแค่ชะลอ หรือระงับการดำเนินการ หรือถึงขั้นยกเลิกทั้งหมด โดยในส่วนของกรมชลประทานได้เตรียมโครงการที่จะดำเนินการในปี 2557 ซึ่งเป็นโครงการขนาดกลาง และขนาดเล็ก ประมาณ 1,100 โครงการ เพื่อเสนอต่อ คสช. เอาไว้แล้ว
       ส่วนโครงการเร่งด่วนที่ต้องทำในช่วงหน้าฝนนี้คือ การทำระบบระบายน้ำซึ่งที่ผ่านมาก็ดำเนินการไปแล้วแต่บางส่วนที่ของบกลางของ รัฐบาลที่แล้วไม่ทันคือ โครงการน้ำในภาคตะวัน ซึ่งในปี 2556 มีปัญหาอุทกภัย ก็จะรวบรวมเสนอไปให้พิจารณาในครั้งนี้เพื่อเตรียมรับมือฝนที่กำลังจะมาด้วย
      
       ขณะที่ เอกชน 4 กลุ่มบริษัทที่ชนะประมูลในรัฐบาลผ่านมา อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า อาจจะต้องมาดูข้อกฎหมายเพราะผู้ชนะประมูลทั้งหมดยังไม่ได้เซ็นสัญญา จะกระทบหรือไม่ต้องพิจารณาจากข้อกฎหมายต่อไป.
 
Top